ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A

mask-woman

 

รู้จัก”ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A  H1N1”
(ไข้หวัดเม็กซิโก)

ศ.ดร.พิไลพันธ์  พุธวัฒนะ
ภาควิชาจุลชีววิทยา
ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

         จากกรณีไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (ชื่อเป็นทางการจากองค์การอนามัยโลกว่า “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A/H1N1/2009”) ระบาดลุกลามไปในหลายทวีป แม้จะมีอัตราผู้เสียชีวิตต่ำไม่รุนแรงเท่าไวรัสไข้หวัดนก แต่ก็สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก เพราะรูปแบบการติดเชื้อจากคนสู่คนแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้ในหลายประเทศต่างตื่นตัว หันมาทำความรู้จักและเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการป้องกันโรคนี้แก่ประชาชน

วันนี้เราไปทำความรู้จักเพื่อเตรียมพร้อมป้องกันโรคนี้กันค่ะ
            ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A/H1N1 เกิดจากการผสมผสานของไวรัสสายพันธุ์ของคน หมู และนก ไม่เป็นที่ปรากฏว่าเชื้อนี้ได้เริ่มติดในคนเป็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อใด แต่เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้นแล้ว พบว่าเป็นการแพร่กระจายและติดต่อจากคนสู่คน เชื้อนี้มิได้พบในหมูทั่วไป จึงไม่ติดต่อโดยการสัมผัสหรือกินเนื้อหมู ผู้ป่วยด้วยโรคไวรัสชนิดใหม่นี้อาจมีอาการน้อยมากจึงถึงรุนแรงมาก ๆ และปอดบวม ซึ่งก็เหมือนกับไข้หวัดใหญ่ที่มีระบาดอยู่เป็นประจำ

การแพร่เชื้อ…
เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ สามารถแพร่ไปยังผู้อื่นโดยการ ไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด หรือติดจากมือและสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ นอกจากนี้เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก และตา เช่น การแคะจมูก ขยี้ตา ที่สำคัญ ผู้ที่มีอาการรุนแรงและถึงแก่กรรมมักจะอยู่ในช่วงอายุ 20-40 ปี
*เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ไม่ติดต่อจากการสัมผัสหมูหรือรับประทานเนื้อหมูแน่นอน


อาการที่น่าสงสัย….

           – ระบบทางเดินหายใจมีความผิดปกติ อาทิ น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ
– ไข้ขึ้นสูง ประมาณ 38 องศาเซลเซียส หรือมากกว่านี้
– อาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วยในผู้ป่วยบางราย
 * ส่วนผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะโรคปอด โรคหัวใจ โรคเรื้อรังต่าง ๆ อาจส่งผลให้เกิดอาการปอดบวม หัวใจวาย และเสียชีวิตได้

โรคนี้รักษาได้ไหม?
           ยาต้านไวรัสไขหวัดใหญ่มีอยู่ไม่กี่ชนิดนัก ยาชื่อ “โอเซลตามิเวียร์” สามารถรักษาโรคไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดใหม่นี้ได้ แต่ควรใช้เท่าที่จำเป็นและภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพราะหากใช้พร่ำเพรื่อเชื้ออาจดื้อยาได้ ส่วนวัคซีนป้องกันยังอยู่ในขั้นตอนการค้นคว้าวิจัย และอาจจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควร จึงจะไปถึงขั้นที่จะสามารถนำมาใช้สำหรัประชาชน และในประเทศที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการระบาดของโรค

*ปัจจุบันมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาล แนะนำให้ฉีดทุกปี ปีละ 1 ครั้ง วัคซีนนี้เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง หรือมีโรคประจำตัวในกลุ่มโรคปอด และโรคหัวใจ วัคซีนที่มีประจำฤดูกาลนี้ไม่สามารถป้องกันไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ได้ แต่อาจช่วยลดความรุนแรงได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งยังต้องการการศึกษาวิจัยต่อไป

ป้องกันอย่างไร?
หากท่านป่วยด้วยอาการไข้ เจ็บคอ ไอ และได้เดินทางไปในสถานที่ที่มีการระบาดก่อนหน้านี้มาไม่นานเกิน 7 วัน อาจมีความเสี่ยงต่อโรคนี้ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์โดยด่วน และหากมีภาวะความเสี่ยงของการระบาดเกิดขึ้น ควรปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดในการป้องกันไม่ให้ตนเองติดเชื้อ ดังนี้
– รักษาร่างกายให้แข็งแรง
– ล้างมือฟอกสบู่บ่อยๆ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ ใน ที่สาธารณะ
– หลีกเลี่ยงการพบปะกับคนที่กำลังป่วยหรือเป็นหวัด
– หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีฝูงชนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า
– หากป่วยควรเก็บตัวอยู่บ้าน และใส่หน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อให้กับคนในบ้าน
– ปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจามด้วยกระดาษทิชชู่ แล้วทิ้งขยะทันที หรือใช้ผ้าเช็ดหน้าซึ่งจะใช้ซ้ำได้ 2-3 ครั้ง โดยกลับด้านสะอาดขึ้นมาใหม่ (ในกรณีที่ไม่มีกระดาษทิชชู่ ควรปิดปากและจมูกด้วยต้นแขนเสื้อ) เพื่อไม่ให้เชื้อโรคสัมผัสกับมือหรือแพร่กระจายในอากาศ
– ไม่ควรกินยาแอสไพรินเองก่อนปรึกษาแพทย์ เนื่องจากยาจะออกฤทธิ์รบกวนการทำงานของเกล็ดเลือด

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : http://www.siphhospital.com/th/news/article-details.php?id=71

Advertisements

วันไหว้ครู ประจำปีการศึกษา 2557

วันไหว้ครูปีการศึกษา 2557

โรงเรียนดงบังพิสัยนวการนุสรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน 2557

10414551_4371074331018_8462905765056373348_n

10460960_4370795284042_776052296682726291_n

10394545_4370795684052_1184702116675080116_n

ตรุษจีน 2557

วันตรุษจีน Chinese New Year

 

วันตรุษจีน ปี 2557 หรือ 2014 นี้ตรงกับวันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2557

ประวัติวันตรุษจีน 

คนเชื้อสายจีนนั้นวันขึ้นปีใหม่ของจีนคือวันตรุษจีนหรือช่วงเทศกาลตรุษจีนซึ่งจะตรงกับวันที่ 1 เดือน 1 ของจีนตามวันทางจันทรคติถือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ของปี และเป็นวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งจีนจะแบ่งเวลา 1 ปี เป็น 4 ฤดู คือ  ชุง แห่  ชิว  ตัง 

พอใกล้ ๆ จะสิ้นปี ชาวจีนจะนิยมทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ เรียกว่า ล้างบ้าน พานหยากไย่กันแทบทุกซอกมุม ครั้งพอถึงช่วงเทศกาล จะมีการหยุดงาน หยุดกิจการค้า เพื่อทำพิธีไหว้เจ้าที่ ต้องไหว้ 2 วันซ้อน ซึ่งมีไหว้กลางดึกด้วย นอกจากนี้ก็จะได้ใช้เวลาในช่วงนี้ไปเยี่ยมคารวะผู้ใหญ่ญาติมิตรที่เคารพนับถือ และเที่ยวพักผ่อน จึงมีสำนวนของวันตรุษจีน ว่า “วันจ่าย วันไหว้ วันถือ”  

ตรุษจีน

ตรุษจีน

วันจ่าย คือ วันก่อนสิ้นปี 1 วัน ใครจะต้องซื้อหาเตรียมของอะไรแล้วยังไม่เรียบร้อย ก็ให้ทำให้เสร็จในวันจ่ายก่อนที่ร้านค้าจะหยุดยาวในวันตรุษจีน  
วันไหว้ การไหว้ในวันสิ้นปี จะเป็นการไหว้เจ้าที่ในตอนเช้า ตามด้วยการไหว้บรรพบุรุษในตอนสาย แล้วไหว้ผีไม่มีญาติในตอนบ่าย ซึ่งการไหว้ผีไม่มีญาตินี้ บางบ้านก็ไม่นิยมไหว้ในวันตรุษจีน
วันถือ คือวันตรุษจีน โดยถือกันว่าในวันนี้ทุกคนจะพูดและทำแต่สิ่งที่เป็นมงคล  เช่น ไม่มีการพูดว่ากัน แต่จะกล่าวคำอวยพร “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” แปลเป็นไทย คือ “ขอให้โชคดีปีใหม่” นั่นเอง  การถืออื่น ๆที่นิยมว่าถือกัน  เช่น  ห้ามจับไม้กวาด หรือห้ามกวาดบ้าน เพราะอาจเป็นการกวาดสิ่งดี ๆ ในบ้านออกไป แล้วกวาดสิ่งไม่ดีเข้ามา  วันถือนี้ บางคนก็เรียกวันเที่ยว ซึ่งคงมาจากธรรมเนียมการออกไปเที่ยวพักผ่อนกันทั้งครอบครัวในวันตรุษจีน

คำอวยพรวันตรุษจีน

คำอวยพรวันตรุษจีน : ว่านซื่อหยูอี้  万事如意 คำแปล : สมความปรารถนา
คำอวยพร
วันตรุษจีน : กงสี่ฟาไฉ 恭喜发财 คำแปล : ขอให้ร่ำรวย
คำอวยพร
วันตรุษจีน : จี๋เสียงหยูอี้ 吉祥如意 คำแปล : สมปรารถนา
คำอวยพร
วันตรุษจีน : เห่ายวิ่นเหนียนเหนียน 好运年年 คำแปล : โชคดีตลอดไป
คำอวยพร
วันตรุษจีน : อี้ฝันฟงซุ่น 一帆风顺 คำแปล : ทุกอย่างราบรื่น
คำอวยพร
วันตรุษจีน : ไฉเหยียนกว่างจิ้น 财源广进 คำแปล : เงินทองไหลมา
คำอวยพร
วันตรุษจีน : เจาไฉ่จิ้นเป่า 招财进宝 คำแปล : เงินทองไหลมา
คำอวยพร
วันตรุษจีน : เหนียนเหนียนโหย่วหยวี๋ 年年有余 คำแปล : เหลือกินเหลือใช้
คำอวยพร
วันตรุษจีน : ซื่อซื่อซุ่นลี่ 事事顺利 คำแปล : ทุกเรื่องราบรื่น
คำอวยพร
วันตรุษจีน : จินยวี้หม่านถัง 金玉满堂 คำแปล : ร่ำรวยเงินทอง
คำอวยพร
วันตรุษจีน : อิ้เปิ่นว่านลี่ 一本万利 คำแปล : กำไรมากมาย
คำอวยพร
วันตรุษจีน : ต้าจี๋ต้าลี่ 大吉大利 คำแปล : ค้าขายได้กำไร
คำอวยพร
วันตรุษจีน : เหนียนเหนียนฟาไฉ 年年发财 คำแปล : ร่ำรายตลอดไป
คำอวยพร
วันตรุษจีน : หลงหม่าจินเสิน 龙马精神 คำแปล : สุขภาพแข็งแรง

สวัสดีปีใหม่ ปีมะเมีย(ปีม้า)

ปีใหม่นี้เป็นปีม้า ซึ่งหมายถึงความปราดเปรียว คล่องแคล่ว และหากว่าคนขี่มีความสามารถ รู้จักกำกับและเข้าใจนิสัยและความประพฤติของมันดี ก็จะใช้ความเก่งกาจสามารถของมันได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สูง

แต่หากว่าไม่เข้าใจลักษณะนิสัยใจคอและพฤติกรรมของม้าแล้ว มันก็พยศได้อย่างน่ากลัว เผลอๆ อาจจะเขย่าให้คนขี่หล่นจากหลังม้า ได้รับบาดเจ็บอย่างหนักก็ได้

การเฉลิมฉลองคริสมาสต์

ประวัติวันคริสต์มาสภาษาอังกฤษ แปลไทย CHRISTMAS HISTORY

 

The history of Christmas dates back over 4000 years. Many of our Christmas traditions were celebrated centuries before the Christ child was born. The 12 days of Christmas, the bright fires, the yule log, the giving of gifts, carnivals (parades) with floats, carolers who sing while going from house to house, the holiday feasts, and the church processions can all be traced back to the early Mesopotamians.

ถ้าพูดถึงประวัติวันคริสต์ต้องย้อนวันเวลากลับไปราว 4000 กว่าปีโน้น ซึ่งมีการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส ก่อนพระเยซูน้อยจะกำเนิดเสียอีก ไม่ว่าจะเป็น 12 วันในการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส แสงไฟที่เจิดจ้า การเผ่าท่อนฟืนยูล การมอบของขวัญ งานเฉลิมฉลอง(การเดินพาเหรด)พร้อมขบวนยวดยาน นักร้องที่ร้องรำจากบ้านนี้ไปบ้านโน้น การเฉลิมฉลองในวันหยุด และพิธีแห่ขบวน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในยุคของเมโสโปเตเมียมาก่อนแล้ว

Many of these traditions began with the Mesopotamian celebration of New Years. The Mesopotamians believed in many gods, and as their chief god – Marduk. Each year as winter arrived it was believed that Marduk would do battle with the monsters of chaos. To assist Marduk in his struggle the Mesopotamians held a festival for the New Year. This was Zagmuk, the New Year’s festival that lasted for 12 days.

ประเพณีหลายๆอย่างที่กล่าวมานั้น เกิดมาจากการเฉลิมฉลองปี่ใหม่ของชาวเมโสโปเตเมีย ชาวเมโสโปเตเมียเชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ และเทพที่เป็นใหญ่ของพวกเขาคือเทพมาร์ดุค ทุกๆปีเมื่อฤดูหนาวมาเยือน พวกเขาเชื่อว่าเทพมาร์ดุคจะทำสงครามกับปีศาจแห่งความโกลาหล การที่จะช่วยเหลือให้เทพมาร์ดุคสามารถชนะศึกได้นั้น พวกเขาต้องจัดงานเฉลิมฉลองปีใหม่ ซึ่งเทศกาลดังกล่าว ชื่อว่า แสกมุค (Zagmuk) ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่จัดขึ้นเป็นเวลา 12 วันติดต่อกัน

The Mesopotamian king would return to the temple of Marduk and swear his faithfulness to the god. The traditions called for the king to die at the end of the year and to return with Marduk to battle at his side.

พระราชาของโมโสโปเตเมียจะต้องไปที่ปราสาทของเทพมาร์ดุค และสาบานความภักดีต่อหน้าเทพเจ้า ประเพณีนี้พระราชาจะต้องสละชีพตอนสิ้นปี เพื่อที่จะกลับมาพร้อมกับเทพมาร์ดุค และต่อสู้เคียงข้างกัน

To spare their king, the Mesopotamians used the idea of a “mock” king. A criminal was chosen and dressed in royal clothes. He was given all the respect and privileges of a real king. At the end of the celebration the “mock” king was stripped of the royal clothes and slain, sparing the life of the real king.

เมโสโปเตเมียเพื่อที่จะรักษาชีวิตของพระราชาเอาไว้ ชาวโมโสโปเตเมียนมีแนวคิดในการใช้ พระราชาหลอกๆ (น่าจะเป็นหุ่น) ซึ่งประดับตกแต่งด้วยเครื่องราชเต็มยศ เขาจะได้รับความเคารพ และมีเกียรติเหมือนพระราชาตัวจริงทุกประการ ในตอนท้ายของการเฉลิมฉลอง พระราชาหลอกๆก็จะถูกปลดเครื่องราช และถูกประหารชีวิต ส่วนพระราชาตัวจริงก็จะรอดชีวิตไป

The Persians and the Babylonians celebrated a similar festival called the Sacaea. Part of that celebration included the exchanging of places, the slaves would become the masters and the masters were to obey.

ชาวเปอร์เซียและชาวบาบิโลน มีเทศกาลเฉลิมฉลองคล้ายๆกัน เรียกว่า ซาเกีย (Sacaea) ส่วนหนึ่งของเทศกาลนี้คือ การสลับตำแหน่งกัน โดยทาสรับใช้จะเป็นนาย และเจ้านายจะเป็นผู้รับใช้

Early Europeans believed in evil spirits, witches, ghosts and trolls. As the Winter Solstice approached, with its long cold nights and short days, many people feared the sun would not return. Special rituals and celebrations were held to welcome back the sun.

ชาวยุโรปในยุคแรกๆมีความเชื่อในเรื่อง วิญญาณชั่วราย พอมด ภูตผี และปีศาจ ในวันที่มีช่วงกลางวันสั้นกว่ากลางคืน (Winter Solstice) ซึ่งเป็นวันที่มีค่ำคืนอันยาวนานและกลางวันที่สั้นกว่า หลายๆคนกลัวว่าพระอาทิตย์จะไม่กลับมา ดังนั้นจึงได้มีการประกอบพิธีกรรมเพื่อเฉลิมฉลองต้อนรับการกลับมาของพระอาทิตย์

In Scandinavia during the winter months the sun would disappear for many days. After thirty-five days scouts would be sent to the mountain tops to look for the return of the sun. When the first light was seen the scouts would return with the good news. A great festival would be held, called the Yuletide, and a special feast would be served around a fire burning with the Yule log. Great bonfires would also be lit to celebrate the return of the sun. In some areas people would tie apples to branches of trees to remind themselves that spring and summer would return.

ในเขตสแกนดิเนเวียนั้น ช่วงฤดูหนาวพระอาทิตย์จะหายไปหลายวัน หลังจาก 15 วันผ่านไป หน่วยสอดแนมจะขึ้นไปยังยอดเขาเพื่อรอคอยการกลับมาของพระอาทิตย์ เมื่อมีแสงตะวันปรากฎขึ้นพวกเขาจะกลับลงมาเพื่อบอกข่าวดี และจะมีการเฉลิมฉลองเทศกาลที่ยิ่งใหญ่เรียกว่า ยูลไทล์ และการเลี้ยงฉลองแบบพิเศษจะถูกจัดขึ้นรอบกองไฟโดยใช้ท่อนฟืนยูล มีการจุดคบกองไฟที่ยิ่งใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาของพระอาทิตย์ ในบางพื้นที่ผู้คนจะนำผลแอปเปิ้ลไปผูกตามต้นไม้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนจะหวนคืนมาอีกครั้ง

The ancient Greeks held a festival similar to that of the Zagmuk/Sacaea festivals to assist their god Kronos who would battle the god Zeus and his Titans.

กรีกโบราณเฉลิมฉลองเทศกาลคล้ายกับ เทศกาลแสกมุคและสาเกีย เพื่อเป็นแรงสนับสนุนให้เทพโครโนสผู้ที่ต่อสู้กับเทพซีอุสและลูกสมุน

The Roman’s celebrated their god Saturn. Their festival was called Saturnalia which began the middle of December and ended January 1st. With cries of “Jo Saturnalia!” the celebration would include masquerades in the streets, big festive meals, visiting friends, and the exchange of good-luck gifts called Strenae (lucky fruits).

ชาวโรมันนั้นทำการเฉลิมฉลองแด่เทพแซทเทิร์น (god Saturn) พวกเขาเรียกเทศกาลนี้ว่า แซทเทิร์นนาเลีย ซึ่งเริ่มต้นช่วงกลางเดือนธันวาคม และสิ้นสุดวันที่ 1 เดือนมกราคม เทศกาลนี้ประกอบไปด้วยการพรางหน้าแล้วเดินไปตามถนนพร้อมตะโกนส่งเสียง ” โจ แซทเทิร์นนาเลีย” การเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ การไปพบปะเพื่อนๆ และการแลกเปลี่ยนของขวัญที่เรียกว่า สเตรแน (Strenae) (ผลไม้นำโชค)

The Romans decked their halls with garlands of laurel and green trees lit with candles. Again the masters and slaves would exchange places.

ตกแต่งวันคริสต์มาสชาวโรมันประดับประดาห้องโถงด้วยพวงมาลัยบนต้นไม้ที่มีใบสีเขียว ทีประดับด้วยไฟเทียน และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่นายและทาสต้องสับเปลี่ยนตำแหน่งกัน

“Jo Saturnalia!” was a fun and festive time for the Romans, but the Christians though it an abomination to honor the pagan god. The early Christians wanted to keep the birthday of their Christ child a solemn and religious holiday, not one of cheer and merriment as was the pagan Saturnalia.

“โจ แซทเทิร์นนาเลีย” เป็นการเฉลิมฉลองที่สนุกสนานของชาวโรมัน แต่ชาวคริสเตียนคิดว่าเป็นการเทิดทูนบูชาเทพนอกรีตมากกว่า ชาวคริสเตียนในยุคแรกๆต้องการให้เป็นวันประสูตของพระเยซูน้อยมีความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นวันหยุดทางศาสนา ไม่ใช่เทศกาลแห่งความสนุกสนานอย่าง แซทเทิร์นนาเลีย

But as Christianity spread they were alarmed by the continuing celebration of pagan customs and Saturnalia among their converts. At first the Church forbid this kind of celebration. But it was to no avail. Eventually it was decided that the celebration would be tamed and made into a celebration fit for the Christian Son of God.

แต่เมื่อคริสต์ศาสนาแพร่กระจายออกไป ก็ได้มีการตักเตือนผู้ที่เข้ามานับถือศาสนาเกี่ยวกับการจัดงานเฉลิมฉลองนอกรีตเช่นนี้ ตอนแรกคริสตจักรก็ได้มีการประกาศห้ามการเฉลิมฉลองเช่นนี้ แต่ก็ไม่เป็นผล ท้ายที่สุดก็ได้มีการตัดสินว่าการเฉลิมฉลองนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองบุตรชายของพระผู้เป็นเจ้า

Some legends claim that the Christian “Christmas” celebration was invented to compete against the pagan celebrations of December. The 25th was not only sacred to the Romans but also the Persians whose religion Mithraism was one of Christianity’s main rivals at that time. The Church eventually was successful in taking the merriment, lights, and gifts from the Saturanilia festival and bringing them to the celebration of Christmas.

บางตำนานกล่าวว่า พิธีเฉลิมฉลองคริสต์มาสของชาวคริสเตียนก็เพื่อเอาชนะการเฉลิมฉลองนอกรีตที่จัดขึ้นในเดือนธันวาคม วันที่ 25 ธันวาคมไม่ได้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์เฉพาะชาวโรมันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวเปอร์เซียนศาสนาที่นับถือพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในศาสนาคู่แข่งที่สำคัญของศาสนาคริสต์ แต่ท้ายที่สุดแล้วคริสตจักรก็มาประสบความสำเร็จได้เพราะการรับเอาความสนุกสนาน แสงไฟ และการมอบของขวัญซึ่งเป็นเทศกาลของแซทเทิร์นนาเลียมาใช้เฉลิมฉลองในวันคริสต์มาส

The exact day of the Christ child’s birth has never been pinpointed. Traditions say that it has been celebrated since the year 98 AD. In 137 AD the Bishop of Rome ordered the birthday of the Christ Child celebrated as a solemn feast. In 350 AD another Bishop of Rome, Julius I, choose December 25th as the observance of Christmas.

วันประสูติที่แท้จริงของพระเยซูน้อยนั้นไม่เคยกล่าวถึง แต่มีการกล่าวว่าการเฉลิมฉลองนั้นมีมาตั้งแต่ ค.ศ. 98 ในปี ค.ศ. 137 สังฆราชของโรมมีบัญชาให้การเฉลิมฉลองวันประสูติของเยซูน้อยเป็นพิธีการที่ศักสิทธิ์ ในปี ค.ศ. 350 สังฆราชอีกองค์ของโรม นามว่าจูเลียส1 ได้เลือกวันที่ 25 เป็นวันเฉลิมฉลองคริสต์มาส

In the late 300′s, Christianity became the official religion of the Roman Empire. By 1100, Christmas had become the most important religious festival in Europe, and Saint Nicholas was a symbol of gift giving in many European countries. During the 1400′s and 1500′s, many artists painted scenes of the Nativity, the birth of Jesus. An example of these works appears in the Jesus Christ article in the print version of The World Book Encyclopedia.

ประวัติพระเยซูคริสต์ในปลายปี ค.ศ. 300 คริสตศาสนาได้กลายเป็นศาสนาอย่างเป็นทางการของอาณาจักรโรม ราวปี ค.ศ. 1100 คริสต์มาสได้กลายเป็นเทศกาลทางศาสนาที่สำคัญที่สุดในยุโรป และเซนต์นิโคลัสได้เป็นสัญลักษณ์ของการให้ในหลายประเทศในยุโรป ในช่วงปี ค.ศ. 1400 และ 1500 ศิลปินหลายท่านได้วาดภาพฉากการประสูติของพระเยซูคริสต์ ตัวอย่างของชิ้นงานเหล่านี้ปรากฎในบทความเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์สารานุกรมของโลก (World Book Encyclopedia)

The popularity of Christmas grew until the Reformation, a religious movement of the 1500′s. This movement gave birth to Protestantism. During the Reformation, many Christians began to consider Christmas a pagan celebration because it included nonreligious customs. During the 1600′s, because of these feelings, Christmas was outlawed in England and in parts of the English colonies in America. The old customs of feasting and decorating, however, soon reappeared and blended with the more Christian aspects of the celebration.

ความนิยมในเทศกาลคริสต์มากเพิ่มขึ้นเรื่อยจนกระทั่งมีการปฏิรูปศาสนา เป็นการเคลื่อนไหวทางศาสนาในปี 1500 เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดนิกายโปรเตสแตนท์ขึ้นมา ในช่วงของการปฏิรูปศาสนานั้น ชาวคริสเตียน หลายๆคนเริ่มพิจารณากันว่า เทศกาลคริสต์มาสเป็นการเฉลิมฉลองนอกรีต เพราะว่ามีการรวมเอาสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนารวมอยู่ด้วย ในช่วงปี ค.ศ. 1600 ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เทศกาลคริสมาสต์เป็นสิ่งที่ผิดในประเทศอังกฤษและในประเทศอาณานิคมของอังกฤษในอเมริกา อย่างไรก็ตามประเพณีในแบบดั้งเดิมของการเฉลิมฉลองและการประดับประดาตกแต่ง ก็หวนกลับมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นการผสมผสานให้เป็นการเฉลิมฉลองในแง่ของศาสนามากขึ้น
อ้างอิง

 http://www.thehistoryofchristmas.com/christmas_history.htm (เนื้อหาภาษาอังกฤษ)
http://en.wikipedia.org/wiki/Christmas (ภาพประกอบ)

ชมสวนดอกไม้ในหน้าหนาว

ที่ตั้ง: สวนไม้งามริมแม่น้ำกก ใกล้กับสนามบินเชียงราย อ. เมือง จ. เชียงราย

เป็นงานแสดงดอกไม้เมืองหนาว โดยเฉพาะดอกทิวลิปหลากสี ที่นำมาจัดตกแต่งเป็นสวนริมแม่น้ำกก นอกจากนี้ยังมีลิลลี่และกล้วยไม้ซึ่งล้วนเป็นไม้ดอกส่งออก งานจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือน ธ.ค. – ต้นเดือน ม.ค.

การออกดอกและติดผล 

            ผลผลิตของพืชเป็นผลสืบเนื่องจากการที่พืชได้ผ่านกระบวนการออกดอกและติดผล ซึ่งมีปัจจัยสภาพแวดล้อมเกี่ยวข้องที่สำคัญคือช่วงแสง (day length) และอุณหภูมิ ปรากฏการณ์ที่ช่วงแสง อุณหภูมิแตกต่างไปตามฤดูกาล ขึ้นอยู่กับละติจูดที่แตกต่างออกไปตั้งแต่เส้นอิเควเตอร์ถึงขั้วโลก

 

การตอบสนองต่อช่วงแสง (Photoperiodism)

            ตัวอย่างการตอบสนองของพืชต่อช่วงแสง Gardner และ Allard พบว่าถั่วเหลืองพันธุ์ “Biloxi”  ที่ปลูกตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิถึงกลางฤดูร้อน สามารถเก็บเกี่ยวได้พร้อมกันในฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเขาสรุปได้ว่าการตอบสนองเช่นนี้เนื่องจากช่วงวันที่สั้นว่าความยาววันวิกฤต (critical day length) และถูกจัดเป็นพืชวันสั้น จากผลดังกล่าวทำให้มีการจัดแบ่งพืชออกเป็นพืชวันสั้นและพืชวันยาว คือพืชวันสั้นจะมีการชะลอการออกดอกออกไปถ้าได้รับช่วงวันยาวกว่าช่วงวันวิกฤต หรือพืชจะมีการเจริญทางต้นและใบ ตรงกันข้ามพืชวันยาวถ้าได้รับช่วงวันสั้นกว่าช่วงวันวิกฤตจะทำให้พืชไม่ออกดอก

ที่ตั้ง: หนองหาน ต. เชียงแหวน อ. กุมภวาปี จ. อุดรธานี

หนองหานเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ในช่วงฤดูหนาวบัวสายนับล้านดอกชูช่อบานสะพรั่งทั่วทั้งผืนน้ำ ดูราวกับเป็นผืนพรมสีชมพูปูลาดบนผิวน้ำกว้างสุดสายตา ยิ่งในช่วงวันที่แสงแดดน้อยและอากาศเย็น ดอกบัวจะบานตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายแก่ๆ

ที่ตั้ง: อ. เมือง, อ. พัฒนานิคม, อ. ชัยบาดาล จ. ลพบุรี
ในช่วงเดือน พ.ย-ธ.ค. จ. ลพบุรีจะเต็มไปด้วยสีเหลืองของดอกทานตะวันซึ่งมีพื้นที่กว่า 30,000 ไร่กระจายไปอยู่ตามที่เส้นต่างๆ เช่น ทางหลวงหมายเลข 21 (สระบุรี-หล่มสัก) ทางหลวงหมายเลข 1 (ช่วงโคกสำโรง-หนองม่วง)

ที่ตั้ง: หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

ดอกนางพญาเสือโคร่งจะบานในช่วงฤดูหนาว ราวเดือนม.ค.-ต้นเดือน ก.พ. สีสันของดอกช่วยเติมแต่งให้ขุนแม่ยะกลายเป็นป่าสีชมพู ราวกับเป็นซากูระเมืองไทย แซมไปสีเขียวของไม้ชนิดอื่น ยิ่งในตอนเช้าดอกบานสะพรั่งสวยงามมาก

ที่ตั้ง: ดอยแม่อูคอ ต.แม่อูคอ อ. ขุนยวม จ. แม่ฮ่องสอน

สีเหลืองอร่ามของดอกบัวตองจะมีให้ชมในช่วงฤดูหนาว กินพื้นที่เป็นร้อยไร่ นักท่องเที่ยวนิยมกางเต็นท์และชมความงดดามในช่วงยามเช้าที่อาทิตย์ทอแสงแรก ช่วยทำให้ดอกบัวตองสวยงามมากขึ้น

ขอบคุณที่มาของข้อมูล  :  http://travel.sanook.com/1263618/top-10-

หนังทองเนื้อเก้่า กับอาการซิฟิลิส ของลำยอง

ซิฟิลิส

เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Treponema pallidum เชื้อนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อเมือกเช่น ช่องคลอด ท่อปัสสาวะ ปาก เยื่อบุตา หรือทางผิวหนังที่มีแผล เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเข้ากระแสเลือด และไปจับตามอวัยวะต่างๆทำให้เกิดโรคตามอวัยวะและทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนในระยะยาว โรคนี้แบ่งออกเป็น 4 ระยะได้แก่

  1. Primary
  2. Secondary
  3. Latent
  4. Tertiary (or late)

คนเราติดเชื้อโรคนี้ได้อย่างไร

การติดต่อจะติดต่อจากคนสู่คนโดยการสัมผัสผ่านแผล Chancre

ทางเพศสัมพันธ์

  • เชื้อโรคสามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยผ่านทางเยื่อบุช่องคลอด ท่อปัสสาวะ
  • เชื้อโรคจะติดต่อได้บ่อยในระยะ primary เนื่องจากระยะนี้จะไม่มีอาการ
  • ในระยะ secondary จะมีหูดระยะนี้จะมีเชื้อโรคปริมาณมากหากสัมผัสอาจจะทำให้เกิดการติดต่อ

การติดต่อทางอื่น

  • เชื้อจะอ่อนแอตายง่ายดังนั้นการสัมผัสมือหรือการนั่งโถส้วมจะไม่ติดต่อ
  • หากผิวหนังที่มีแผลสัมผัสกับแผลที่มีเชื้อก็ทำให้เกิดการติดเชื้อ

จากแม่ไปลูก

  • เชื้อสามารถติดจากแม่ไปลูกขณะตั้งครรภ์และขณะคลอด
  • อาการที่สำคัญ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  : siamhealth

http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/infectious/std/Syphilis.htm#.UpQob9JdXcg